ทั่วไป

โดย SMARTNEWS ONLINE

15 พ.ย. 2561 12:07 น.

จำนวนการเข้าชม 2,248 ครั้ง

สบส. สั่งปิดอาคารผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลพระราม 2 หลัง อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบแบบก่อสร้างโรงพยาบาล และพบว่ามีการใช้ที่จอดรถต่อเติมอาคาร โดยไม่ขออนุญาต
นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้ายื่นหนังสือกับ นายประเสริฐ ฉวีอินทร์ ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน เพื่อขอให้ตรวจสอบใบอนุญาตก่อสร้างดัดแปลงอาคาร ตรวจสอบอาคาร และใบอนุญาตเปิดใช้อาคารของโรงพยาบาลพระราม 2 เนื่องจากมีข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2557 โรงพยาบาลพระราม 2 เกิดเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งจากการตรวจสอบในครั้งนั้นทราบว่าไม่มีการติดตั้งสปริงเกอร์ จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอาคารว่าภายหลังเกิดเหตุได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแล้วหรือไม่  รวมถึงจากการตรวจสอบพบว่ามีการต่อเติมอาคารที่ผิดไปจากแบบที่วางไว้  โดยหลังรับเรื่องทางเขตจะทำหนังสือขอตรวจสอบใบอนุญาตการก่อสร้างโรงพยาบาลพระราม 2 ว่าได้มีการก่อสร้างถูกต้องตามแบบหรือไม่ และการต่อเติมอาคารนั้นได้รับอนุญาตถูกต้องหรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำผิดก็จะต้องมีคำสั่งห้ามใช้อาคารและทำการแก้ไขให้ถูกต้องตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้

จากนั้น นายอัจฉริยะ เดินทางเข้าแจ้งความเอาผิดกับผู้บริหาร ที่ปรึกษา และแพทย์ โรงพยาบาลพระราม 2 รวม 3 คน ตามความผิด พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 พร้อมเผยแพร่ในเพจชมรมช่วยเหลือเหยื่อาชญากรรม ว่าจะร้องขอให้กระทรวงสาธารณสุขทบทวนการต่อใบอนุญาตให้รพ.พระราม 2 ที่จะครบกำหนดใบอนุญาตสิ้นปีนี้ จนกว่าจะได้รับการแก้ไขในมาตรฐานสถานพยาบาลด้วย

ขณะที่ นายแพทย์ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข  กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโรงพยาบาลพระราม 2 โดยข้อเท็จจริงขณะนี้พบความผิดมีความชัดเจนมากขึ้น คือ 1.กรณีที่โรงพยาบาลนำเอาที่จอดรถมาปรับปรุงดัดแปลงเป็นอาคารผู้ป่วยนอก โดยไม่ขออนุญาต จึงมีความผิดตามพ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 จึงสั่งปิดการใช้อาคารไปแล้วเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2.มีการสั่งลงโทษปรับในฐานทำความผิด พ.ร.บ.สถานพยาบาล แต่เป็นฐานความผิดที่ไม่ร้ายแรงจึงดำเนินการปรับไปเรียบร้อยแล้ว 3.สบส.ได้สั่งให้โรงพยาบาลทำการปรับปรุงในส่วนที่ไม่ตรงมาตรฐาน พ.ร.บ.สถานพยาบาล โดยให้เวลา 15 วัน หากยังไม่ดำเนินการ จะทำการเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งหากโดนเพิกถอนใบอนุญาตจะส่งผลให้โรงพยาบาลถูกปิด แต่ก็ยังไม่รุนแรงเท่ากับการสั่งปิดโรงพยาบาลเลย  และ 4.ประเด็นที่ถือเป็นความผิดร้ายแรงในพ.ร.บ.สถานพยาบาล จะมีการนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาความผิดในวันที่ 19 พฤศจิกายน นี้

ส่วนเรื่องคดีความของ น.ส.ช่อลัดดา ทาระวัน อายุ 38 ปี ที่ถูกสาดน้ำกรด และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ซึ่งเมื่อวานนี้ นายสิทธิชัย ไชยเดชกำจร คนขับรถแท็กซี่ที่รับนางสาวช่อลัดดา และลูกสาวไปส่งยังโรงพยาบาลพระราม 2 เดินทางให้ปากคำ ตำรวจ สน.ท่าข้าม โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนจะเปิดเผยว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 05.00 น. พบ นางสาวช่อลัดดา และลูกสาว รอรถแท็กซี่อยู่ริมถนน จึงรับไว้ ตลอดเวลา หญิงสาวรายนี้อาการหนักมาก ร้องปวดแสบปวดร้อน จึงตัดสินใจไปโรงพยาบาลพระราม 2 เพราะอยู่ใกล้กว่าโรงพยาบาลบางมด พร้อมยืนยันเมื่อไปถึงโรงพยาบาลได้เข้าไปดูไม่พบว่ามีแพทย์แพทย์ประจำอยู่ มีเพียงเจ้าหน้าที่และแม่บ้าน

ที่วัดแสงธรรมรังษี บ้านแสงอรุณ จ.ขอนแก่น ญาติได้เคลื่อนศพ น.ส.ช่อลัดดา ทำพิธีฌาปนกิจศพแล้วเมื่อวานนี้ บรรยากาศเป็นไปด้วยความเศร้าโศก ท่ามกลาง ครอบครัว ญาติมิตร เพื่อนบ้าน และหน่วยงานราชการส่งตัวแทน ร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

ขณะที่แม่ และ น้องเตเต้ ลูกสาวของ น.ส.ช่อลัดดา ยังไม่คลายความเศร้าโศกร่ำไห้ตลอดเวลา ญาติต้องช่วยกันปลอบใจ ซึ่งก่อนทำพิธีฌาปนกิจศพ น้องเตเต้ ได้รำหน้าเมรุ เพื่อแม่เป็นครั้งสุดท้ายด้วย

ที่มา: True4U Smart News Online
บริษัท ทรูโฟร์ยู สเตชั่น จำกัด
118/1 อาคารทิปโก้ ถนนพระราม6 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
ฝ่ายรายการ : 028588376
ฝ่ายโฆษณา : 027649679, 0829931560
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ : 028588664


©2015 True4U. All Rights Reserved.